ตี๋เล็กผจญภัยในป่่าต้องห้าม - เรื่องสั้นแต่งสด
posted on 11 Jun 2009 18:17 by nathapolnเรื่อง ตี๋เล็กในผขญภัยในป่าต้องห้าม
เขียนและเรียบเรียงโดย ลุงมิ้ม
‘อันตราย ห้ามเข้า’ ป้ายสีแดงทรงกลมที่ถูกปักอยู่ชายป่าสนามเด็กเล่น บ่งบอกถึงอันตรายต่อผู้ที่คิดจะเข้าไป ชาวบ้านแถวนี้ ต่างก็เล่าขานถึงตำนานผีร้ายที่ร้องโหยหวนในป่า ว่ากันว่าคนที่เข้าไปแล้ว จะไม่ได้ออกมา ส่วนสำหรับผม ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเพื่อหลอกเด็กมากกว่า ในป่านั่นต้องมีอะไรแน่ๆ
“ในนั้นมันมีอะไรเหรอครับเจ๊ ?” ตอนนี้ผมอยู่ในร้านกาแฟโบราญหน้าปากซอย สั่งน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มากิน พลางถามอาเจ๊เจ้าของร้าน ผู้ซึ่งรู้ทุกเรื่อง แม้กระทั่งเรื่องของพี่มนัสผู้ลึกลับประจำซอย
“ในป่านั่นน่ะ เขาว่ากันว่า...มันมีบ้านร้างอยู่ ใครเข้าไปในนั้นน่ะ ไม่ได้กลับออกมาเลย” เจ๊ตอบผมด้วยประโยคสุดฮิต ‘ว่ากันว่า...’ เฮ้อ...ผมล่ะเบื่อกับคำๆนี้จริงๆ
“แล้วเจ๊เคยเข้าไปรึยังล่ะ” ในขณะที่ผมถาม ก็มีลุงประสงค์เดินเข้ามาพร้อมหนังสือพิมพ์ฉบับเช้านี้ แล้วสั่งไข่ลวกสองใบของโปรดของแก “เห้ยหลานชาย เรื่องแบบนี้เนี้ยนะ อยากรู้มันต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง มันถึงจะได้เรื่องได้ราว” ว่าแล้วลุงแกก็หันขวับมาตอบผม แบบไม่ทันตั้งตัว ทำเอาผมสำลักน้ำเต้าหู้กระเด็นออกจากปาก
“ลองเข้าไปสิ เดี๋ยวก็ได้เรื่องได้ราวจริงๆหรอก ลุงประสงค์ก็พูดไม่คิด เจ้าหนูนั่นจะทำอะไรได้ ถ้าเกิดมีอะไรขึ้นมาน่ะ ห้ะ ?!” ด้วยความที่อาเจ๊แกเป็นนางสาวไทยหรือนางสาวสยามมาแต่กำเนิดหรือไงไม่ทราบ เจ๊แกจะห่วงเด็กเป็นพิเศษ (หรือเจ๊แกจะกินเด็กหว่า บรื๋อๆ)
“หมวย..กาแฟดำแก้วนึง” ชายร่างสูงในชุดเสื้อกล้ามกางเกงบ๊อกเซอร์ หน้าตาเซอๆ ผมยาวหยักโสกถึงบ่า ออกแนวติสๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร นั่นแหละ พี่มนัสผู้ลึกลับ
“งั้นเอางี้ หลายชาย...ลุงเองก็อยากรู้มานานและ ว่าในนั้นมันมีอะไร เดี๋ยวลุงประสงค์คนนี้เนี้ย จะไปกะแกด้วย !!” ห้ะ ?! ทุกคนในร้านต่างก็หันมาตกตะลึงกับคำพูดของลุงประสงค์ ยกเว้นแต่.....พี่มนัส
“เอางั้นเหรอลุง ไม่ใช่ไปหัวใจวายตายกลางป่านะ” “อ้าว ไอ้หมวยนี่ กวนตีนและ มาแช่งผู้ใหญ่ได้ยังไง” ระหว่างที่ลุงประสงค์กับอาเจ๊กับลังต่อปากต่อคำกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ผมเองก็ต้องขอชักดาบค่าน้ำเต้าหู้ก่อนล่ะ ฟิ้วววววว
“เฮ้อ... แบบนี้คงต้องลองไปถามพี่มนัสที่บ้านสวนมังคุดดู” ถึงช่วงเวลาสี่โมงเช้ามันจะร้อนตับแตกแบบนี้ แต่ด้วยความพยายามที่ต้องเปิดโปงความจริง ผมได้แต่ต้องทนตากหน้ากลางแดด
“อ้าวไอ้ตี๋ จะไปไหนเนี้ย ขึ้นรถเฮียมา เดี๋ยวเฮียไปส่ง” โอ้ สวรรค์โปรด เฮียช้างเจ้าของร้านทองขับรถปิ๊กอัพผ่านมาพอดี ปกติผมก็จะอาศัยเฮียช้างไปส่งที่โรงเรียนทุกวัน เพราะเฮียแกขับรถผ่านพอดี เฮียช้างแกก็ยังไม่ได้แต่งงาน แต่แกเคยบ่นว่าอยากมีลูก เห็นเด็กคนไหนก็เลี้ยงข้าวเลี้ยงขนมเหมือนลูกตัวเองไม่หมด ผมเลยได้รับใบบุญ ได้เฮียช้างเลี้ยงข้าวเช้าทุกวัน บิลที่ร้านกาแฟโบราญ เฮียแกก็เป็นคนจ่ายให้เด็กทั้งซอย คนดีขนาดนี้ ทำไมยังไม่มีแฟนนะ
“ขอบคุณครับเฮีย” “อ้าวไอ้ตี๋ กินไรยัง? เอาขนมนี่ไปกินมั้ย เผื่อหิว?” เฮียช้างขับมาส่งได้แค่หน้าปากซอยของบ้านสวนมังคุด พร้อมทั้งให้ขนมป่อเปี้ยที่ม่าม๊าของเฮียช้างทำไว้
“หวัดดีครับพี่มนัส” “ดีครับตี๋เล็ก เข้ามาข้างในก่อนสิ” บ้านพี่มนัสไม่ใหญ่มาก สร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ในบ้านไม่มีทีวีเลย มีแต่โต๊ะเครื่องเขียน ตู้หนังสือ กระดานรองภาพกับพู่กันและกระป๋องสี อ๊ะ! แล้วก็มีกีต้าโปร่งด้วย
สิ่งแรกที่สะดุดตาผม คือภาพวาดของพี่มนัสที่เข้ากรอบอย่างสวยงามเหนือหน้าต่าง เป็นภาพของอาเจ๊ร้านกาแฟโบราญน่ะเอง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม อาเจ๊ถึงรู้ดีเรื่องพี่มนัส รู้แม้กระทั่งว่า พี่มนัสชอบอะไรไม่ชอบอะไร ก็เขาเป็นกิ๊กกันนี่เอง
“ตี๋เล็กกินอะไรมารึยังครับ ?” “อ๋อ กินแล้วครับ ขอบคุณครับ” พี่มนัสใจดีเกินขาดแหะ
“แล้วตี๋เล็กมาที่นี่มีอะไรเหรอครับ ?” พี่มนัสถาม พลางหยิบน้ำโคล่าให้ “พอดีผมอยากรู้ว่า ในป่าที่เขาห้ามเข้า มันมีอะไรเหรอครับ?” หลังจากที่ผมเปิดปากถาม พี่มนัสก็เงียบไปสักพัก “ในป่านั่นน่ะ พี่เองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ช่างตัดไม้สมศักดิ์น่าจะรู้ เพราะแกก็เข้าไปบ่อย” ช่างตัดไม้สมศักดิ์งั้นเหรอ ทำไมเราถึงคิดไม่ได้นะ
หลังจากที่ได้คุยกับพี่มนัส ก็ได้พบตัวตนที่แท้จริงของพี่เขา ที่จริงพี่มนัสเป็นคนขี้อายแล้วรู้จักกับอาเจ๊มานานแล้ว เลยมีคนเดียวที่คุยด้วยได้ เลยไม่ค่อยได้คุยกับใคร แต่ใจรักศิลปะ ชอบเล่นดนตรี วาดรูป เขียนนิยาย ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าพี่เขาเป็นนักเขียนนักดนตรีมืออาชีพ ในวันนั้น พี่เขายังวาดรูปผมเก็บไว้ด้วย แล้วก็สัญญาว่าจะเขียนนิยายให้เรื่องนึง เป็นของขวัญหากพบความจริงในป่า
“ตี๋เล็ก กินข้าวลูก” “คร้าบแม่” มื้อเย็นของวันนั้น ผมคุยกับพ่อและแม่เรื่องพี่มนัสกับอาเจ๊ร้านกาแฟโบราญ ทั้งพ่อและแม่ต่างประหลาดใจอย่างมาก ที่พี่มนัสเขาเป็นนักเขียนและเป็นนักดนตรีด้วย ส่วนอาเจ๊ร้านกาแฟ จริงๆแล้วเขาเคยเป็นนักกีฬามาก่อน แต่พอบาดเจ็บจากการแข่งใหญ่ ก็เลยมาพักฟื้นอยู่ที่นี่ ลุงประสงค์เองก็เคยเป็นหมอมาก่อน เลยไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกผีสางนางไม้สักเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้ พี่มนัสเล่าให้ฟัง...
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมตัดสินใจไปรอช่างตัดไม้สมศักดิ์ที่ทางเข้าป่า ถามเรื่องสิ่งที่อยู่ในป่าว่ามันมีอะไรในนั้น “อ้อ...ในป่านี่นะเหรอ ลุงเองก็เข้ามาในป่านี้หลายปีแล้วนะ ยังไม่เคยเจออะไรเลย ถ้าอยากรู้จริงๆ วันพรุ่งนี้ ไปชวนผู้ใหญ่ให้ได้อีกสักคน แล้วเราจะได้ไปสำรวจป่ากัน” ลุงสมศักดิ์คุยให้ฟังเรื่องป่า ว่าเคยมีรถขนสัตว์ผ่านไปผ่านมาบ่อยๆ แล้วก็มีเสียงโหยหวนที่หลังเขาด้วย พร้อมทั้งให้กินของหวานในปิ่นโตด้วย เป็นสลิ่มเผือกราดกะทิเข้มข้นหวานจ๋อยอร่อยสุดๆ
หลังจากนั้น ผมลองไปบ้านลุงประสงค์เพื่อชักชวนให้เข้าป่าด้วยกัน “ตกลง !!” ซึ่งก็ได้คำตอบที่น่าตื่นเต้น “จะได้รู้กันไปเลย ว่าในป่านั่น มันไม่มีผี !”
เย็นวันนี้ ผมกลับไปเตรียมข้าวของ แล้วขออนุญาติพ่อกับแม่ว่าจะไปสำรวจป่ากับช่างไม้สมศักดิ์และลุงประสงค์ “ได้ๆ ถ้าลูกไปกับผู้ใหญ่ แม่ก็อนุญาติ” คืนนั้นผมนั่งท่องแผนที่ในป่าอย่างหนัก กะว่าต้องจำเส้นทางได้ทั้งหมด
วันรุ่งขึ้น ลุงประสงค์ขับมอไซมารับแต่เช้า พร้อมทั้งซื้อน้ำเต้าหู้กับปาท่องโก๋มาฝาก ส่วนพ่อแม่ผม ก็เตรียมปิ่นโตไว้ให้เผื่อหิวกลางทาง “ฝากลูกด้วยนะคะพี่ประสงค์” หลังจากร่ำลากันแล้ว ผมกับลุงประสงค์และช่างไม้สมศักดิ์ก็พร้อมแล้วที่จะเข้าไปสำรวจป่าใหญ่ !!!
แสงอาทิตย์เปล่งแสงกระทบหนังหัวผมจนตอนนี้ ร้อนจนแทบจะไหม้ไปหมดแล้ว ดียังดีที่ผมใส่หมวกมาด้วย ช่างไม้สมศักดิ์ผู้ซึ่งชำนาญป่าใหญ่เป็นอย่างดี ก็นำทางไปเรื่อย “ในป่านี่ ทั้งร้อนและชื้น ระวังลื่นล้มล่ะ แล้วก็..เตรียมหาท่อนไม้ไว้พยุงตัวด้วยนะ เพราะอีกสักพักเราจะเจอทางลาดชัน” ระหว่างทางการเดินป่าครั้งนี้ มันไม่เหมือนกับที่ผมจินตาการณ์ไว้เลย มันทั้งสวย ทั้งน่าหลงไหล เหมือนสวนสัตว์มากกว่าจะเป็นป่าน่ากลัว มีทั้งลิงกัง กระรอกหางแดง นกนาๆชนิด ตัวตุ่น และผีเสื้อหลากสีสัน
“ว้า พวกเราติดหน้าผาเข้าแล้วล่ะครับ มีทางเดียวคือต้องอ้อมหน้าผานี่เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย ขอให้ทุกคนจับมือกันเอาไว้นะครับ เพราะทางเดินอ้อมป่าซับซ้อนมาก อาจหลงกันได้ และต้องใช้เวลาสักสองชั่วโมงเพื่ออ้อมป่า” ลุงสมศักดิ์ประกาดชัดเจนถึงความปลอดภัย “อ่าฮ่า!! ได้ใช้เจ้านี่จริงๆสักที” จากนั้นลุงประสงค์ก็แจกวิทยุเด็กเล่นแต่ใช้งานได้จริงในระยะสองร้อยเมตรให้คนละเครื่อง เผื่อหลงกัน จะได้วิทยุแจ้งได้
ระหว่างการเดินอ้อมผา เราได้ยินเสียงลึกลับดังขึ้นถึงสองครั้ง ครั้งแรกเป็นเสียงจาม อีกครั้งเป็นเสียงแกร๊กๆ ลุงประสงค์จึงหยิบปืนลูกซองขึ้นมาประทับบ่าไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ส่วนลุงสมศักดิ์หยิบปืนลูกโม่ขึ้นมาเหมือนกัน
“หยุดก่อน ตี๋เล็กอยู่กับลุงประสงค์นะ เดี๋ยวลุงขอไปเช็คดูก่อน ว่ามีอะไรตามเรามา” ช่างไม้สมศักด์กระซิบบอกอย่างแผ่วเบา พลางยกปืนลูกโม่เหนือบ่าเดินไปที่โพรงต้นไม้ด้านหลัง “หยุด นั่นใครน่ะ!!” “เอ่อ เดี๋ยวครับๆๆๆๆ”
ร่างที่ปรากฏออกมา ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือพี่มนัสในชุดเสื้อแขนยาวสีดำกับกางเกงยีน “เอ่อ ขอโทษด้วยครับ ที่ทำให้ทุกคนตกใจ ผมเป็นห่วงเลยตามมาดู แต่ตามยังไงก็ตามไม่ทันสักที เพราะทางมันทั้งลื่นทั้งชื้นและลาดชันเอามากๆน่ะครับ” พี่มนัสที่อยู่ในสภาพเปรอะโคลนเปรอะดินเต็มไปหมด เอ่ยขอโทษขอโพยต่างๆนาๆ ซึ่งลุงทั้งสองก็ให้อภัย และชวนพักกินข้าวที่น้ำตกใกล้ๆ
“อีกไม่ไกลแล้วล่ะตี๋เล็ก ยอดเขาอยู่ห่างอีกประมาณหนึ่งกิโลเราก็จะถึงแล้ว” ลุงสมศักดิ์อธิบายเส้นทางในแผนทีพลางเคี้ยวปลาดุกอย่างกับสะเดาน้ำปลาหวาน “พอดีผมเตรียมกล้องถ่ายภาพมาด้วย จะได้ใช้งานด้วยเลยนะครับ” พี่มนัสหยิบกล้องออกมาโชว์ภาพนกและสัตว์ต่างๆที่เขาถ่ายตามรายทางให้ดู “นี่ๆ ถ่ายลิงมากๆ ระวังจะกลายเป็นลิงนะมนัส ฮ่าฮ่าฮ่า” ลุงประสงค์ก็เล่นมุขไปพลาง จกข้าวเหนียวส้มตำกินไปพลาง จนฮากันท้องคัดท้องแข็งไปหมด
“เอาล่ะ เดินทางกันต่อเถอะ !!” หลังจากอิ่มท้องและได้ฮาตรึมกับมุขของลุงประสงค์กันไปเรียบร้อย ก็ออกเดินทางพร้อมพลังกายและพลังใจอันเต็มเปี่ยม ส่วนพี่มนัสเองก็เห็นอะไรเป็นไม่ได้ต้องถ่ายไปหมด
“เห้ย !! นั่นไงๆ รถนั่นน่ะ รถกระบะสีขาวมีผ้าคลุมกล่องสี่เหลี่ยมที่ผ่านไปเมื่อกี้เนี้ย ตามไปเลยมั้ย ?” “อื้ม!!” ลุงประสงค์เพิ่งจะเห็นรถขับผ่านไป เลยตัดสินใจตามรถขึ้นไปบนเขา
“อ่าฮ่า เจอแล้ว” ที่อยู่เบื้องหน้าคืออาคารทำด้วยไม้ หลายหลังติดกัน มีคนในชุดคลุมสีขาว เป็นชุดปลอดเชื้อเดินผ่านไปผ่านมา มองไปข้างๆอาคาร มีคอกช้างขนาดใหญ่ที่กำลังให้น้ำเกลืออยู่
“อ่า คุณครับ เขตโรงพยาบาลสัตว์ เป็นเขตปลอดเชื้อ ห้ามบุคคลภายนอกเข้านะครับ” ยามหนุ่มคนหนึ่งเดินมาหาลุงประสงค์ แล้วเล่าให้ฟังว่า ที่นี่เป็นโรงพยาบาลสัตว์ ที่คอยช่วยเหลือสัตว์ป่าที่ถูกทำร้ายจากนายพรานร้ายนิสัยไม่ดี สาเหตุที่ต้องเป็นเขตอันตราย ก็เพราะว่า ป่านี้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายาก มีทั้งสัตว์ดีและสัตว์ร้าย เลยต้องป้องกันเอาไว้ก่อน ส่วนสาเหตุที่ มีเสียงร้องโหยหวน ก็เพราะการรักษาสัตว์ป่านี่แหละ บางทีห้องผ่าตัดไม่พอใช้ ทำให้สัตว์ที่กำลังเจ็บต้องอดทดเพื่อรอคิวห้องผ่าตัด ส่วนรถกระบะที่วิ่งไปวิ่งมา ก็เพราะเราต้องมีการไปรับส่งสัตว์ป่าตามที่ต่างๆที่มีการรายงานมา ที่พวกเขาไม่ประกาศเรื่องโรงพยาบาลสัตว์ ก็เพราะว่า กลัวคนจะเข้ามาแล้วหลงทางในป่า ซึ่งทางศูนย์เองก็มีเวรยามไม่พอที่จะช่วยเหลือผู้หลงป่า จึงต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้ แล้วกุเรื่องน่ากลัวไว้เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาเจอกับอันตรายในป่า
“เมื่อก่อนมีเด็กชอบเดินเข้ามาในป่า แล้วหาทางออกไม่ได้ ช่วงนั้นเจ้าหน้าที่ในศูนย์ทำงานหนักมาก เพื่อหาตัวเด็กคนนึง เราเลยต้องกุเรื่องน่ากลัวขึ้นมาเพื่อป้องกันการหลงป่า และการบุกรุกป่าน่ะครับ” ทั้งผม พี่มนัส ลุงประสงค์กับช่างไม้สมศักดิ์ก็ได้ยินเรื่องราวทั้งหมด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการพิทักษ์ป่า วันนั้นกลายเป็นวันที่ผมได้เจออะไรดีๆมากมาย ทั้งการช่วยชีวิตสัตว์ป่า และการเดินทางในป่าอันสวยงาม ทำให้ผมรู้ถึงคุณค่าของป่าใหญ่แห่งนี้
ต่อมาไม่นาน ทั้งนายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ได้เข้ามาให้ความรู้ และรับสมัครพนักงานเพิ่ม รวมทั้งชาวบ้านทั้งซอยก็ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อพัฒนาศูนย์พิทักษ์พันธุ์สัตว์ป่า และต่อเติมอาคารในโรงพยาบาลสัตว์ รวมทั้งเฮียช้างก็ได้บริจาคเครื่องมือแพทย์เพื่อการรักษาสัตว์ อาเจ๊กับพี่มนัสก็สมัครเป็นหน่วยอาสาพิทักษ์พันธุ์สัตว์ป่า ส่วนผมกับเพื่อนๆ ช่วยกันปลูกต้นไม้ในบริเวณป่าที่ถูกบุกรุก
“เอ้า ตี๋เล็ก ตามสัญญา พี่เขียนนิยายให้ตี๋เล็กแล้วนะครับ เรื่อง ตี๋เล็กผจญภัยในป่าต้องห้าม” “ขอบคุณคร้าบ”